ป้ายกำกับ

  • โรงเรียนเรา (2)
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรงเรียนเรา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรงเรียนเรา แสดงบทความทั้งหมด

08 มิถุนายน 2551

สิ่นหมินกับการพัฒนา version 2.0

[กรุณาเริ่มอ่านตั้งแต่ version 1.0 นะครับ]
=====================
ขอต่ออีกนะครับ..
ครับ..หลังจากเราพัฒนาสิ่งต่างๆกล่าวไปแล้ว(ซึ่งยังมีอีกมาก จะกล่าวถึงภายหลัง)

อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องพัฒนาเพื่อนักรียนของเราก็คือ..
เรื่องอาหารการกิน ท่านสังเกตุไหมครับว่า เด็กของเราสมัยนี้ มักจะมีน้ำหนักเกินเสียส่วนใหญ่
เพราะอะไรครับ ปัจจุบันนี้ พ่อ แม่มักจะปล่อยปะให้บุตรหลาน ทานอาหารที่ เป็นอาหารขยะ ที่เราเรียกกันว่า junkfood ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสมองเลย มีแต่แป้งและไขมัน
มาปีนี้ เราพยายามจัดอาหารให้เด็ก ได้รับประทานอาหารที่ เป็นประเภทปลาทะเล และปลาน้ำจืด
เพราะมีสารหลายชนิดที่ ที่บำรุงสมอง และประสาท เช่น สารประเภทโอเมก้า 3 โปรตีน และไม่มีคลอเลสเตอล่อน พร้อมทั้งยังจัดอาหารที่เป็นผัก ผลไม้ เพื่อเป็นกาก และมีวิตามินหลายๆชนิด ที่ส่วนใหญ่จะช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยภาวะการขับถ่าย ได้เป็นอย่างดี


หลายท่านคงถามต่อ..
แล้วการเรียนการสอนล่ะ ทำไงต่อนะ..

โปรดติดตามครับ...
ปีนี้ เราจะระดมสมอง(brain stormming) เพื่อให้ครู และนักเรียน ได้ร่วมกันเรียนแบบบูรณาการ
แล้ว ทำไงล่ะ..
ก่อนอื่น...ครูต้องได้รับการอบรมจาก อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อ เพื่อพัฒนาการสอน
ให้ก้าวหน้า และ สามารถถ่ายทอดความรู้แต่เด็กได้เป็นอย่างดี




ยังมีต่อ..





สิ่นหมินกับการพัฒนา version 1.0




บันทึกถึง..ท่านผู้ที่เกี่ยวข้อง

โรงเรียนสิ่นหมินของเรา ยุคนี้บริหารโดย "มูลนิธิสิ่นหมินพัฒนา"โดยมี
คุณวาณิช ศิริเจริญภัณฑ์ เป็นประธานมูลนิธิ และมีคณะกรรมการบริหารโรงเรียนชุดหนึ่งเป็นผู้บริหารโดยตรง เรียกว่า..

บอร์ดใหญ่
และ..มูลนิธิสิ่นหมินพัฒนา ขึ้นกับ สมาคมจีนจังหวัดพิษณุโลก มีคุณวรรณี ด่านสว่างเป็นนายกสมาคม
เอาเป็นว่า..ความเป็นมาก็โดยคร่าวๆแค่นี้นะครับ

ประมาณเดือน มีนาคม 2551 ผมได้รับการทาบทามจาก คุณวาณิช ให้มาช่วยดูแลโรงเรียนสิ่นหมิน ในฐานะประธานบริหารฝ่ายการศึกษาโรงเรียนสิ่นหมิน...
ท่านครับ..
แวบแรกของความคิด.. "หนักใจ..กังวลใจ และลำบากใจ..ไม่อยากเข้ามาบริหารเลยจริงๆ เพราะพอทราบปัญหา หลายๆอย่าง ที่ต่อเนื่องและเรื้อรังอยู่ ""ไม่ใช่เพราะผู้บริหารเดิมไม่ดีนะครับ..แต่ ปัญหาต่างๆมันต่อเนื่องมานานปี ต้องอาศัยการตัดสินใจที่เด็ดขาด และกล้าหาญ เพราะ เราจะต้องเผชิญกับ เรื่องผลประโยชน์ต่างๆ กับหลายฝ่าย ไม่ว่า กับคณะครู ผู้ปกครองนักเรียน ร้านค้า และผู้ที่เป็น Stakeholder(ผู้มีส่วนได้เสีย)ต่างๆ "
"บางครั้งอาจจะต้องปะทะกับครูเก่าๆที่ยังยึดมั่น กับวิธีการสอนแบบเดิมๆ ซึ่งเคยใช้ได้ดีเมื่อสมัย 20-30 ปีที่แล้ว"
" หลายสัปดาห์ ที่เตรียมตัวมาบริหาร ได้พยายามศึกษาถึงปัญหา และระบบการบริหารต่างๆที่ เป็นอุปสรรค ทำให้โรงเรียนไม่บรรลุถึงเป้าหมาย ปัญหาเยอะพอควร เรียกว่า แตะตรงไหนเป็นปริตรงนั้น..ทำไงดีนะ"
"บางครั้งยังโดนปรามาส จากคนที่อยูในแวดวงการศึกษา ว่า..เองเป็นพ่อค้าเจ๊กๆจีนๆธรรมดา จะรู้เรื่องอะไรกับการศึกษาวะ.."
"ผมเชื่อว่า..แม้นแต่คณะคุณครูเอง คงคิดในใจ น้ำหน้าอย่างมึง จะทำไปได้สักกี่น้ำวะ .."

แต่ท่านครับ..."คำปรามาสเหล่านี้ผมได้แต่เก็บไว้ในใจ..และจะพยายามทำให้ดีที่สุด เท่าที่ปัญญาที่พอมีอยู่บ้าง"แล้วเราจะคอยดูกันต่อไป.....

สิ่งแรกที่ผมคิด...
โรงเรียนจะเจริญ และพัฒนาไป โดยมีทิศทางที่ดี และเหมาะสม ต้องมาจาก คณะครูก่อนเป็นอันดับแรก..
ผมต้องพัฒนาบุคคลากรในโรงเรียน(คณะครู-เจ้าหน้าที่-พนักงาน)ก่อน..
ผมบอกกับตนเองอยู่ในใจ..
อันดับต่อมา..ต้องปรับเปลี่ยนระบบบริหาร การบังคับบัญชา การเอาจริงเองจังกับการสั่งการต้องเฉียบขาด และชัดเจนไม่ซับซ้อน แถมต้องโปร่งใส ตอบได้กับทุกคำถามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และต้องให้คุณให้โทษได้กับผู้ที่ปฏิบัติตาม และผู้ที่ฝ่าฝืน
พร้อมๆกันนั้น..ต้องพัฒนาเทคโนโลยี ทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ สื่อการเรียนการสอน เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆที่จำเป็น เปรียบเสมือน ส่งคณะครูไปออกรบแล้วต้องติดอาวุธทางปัญญาให้ด้วย ไม่งั้น รบกี่ครั้งก็แพ้ลูกเดียว..หรือท่านว่าไม่ใช่ล่ะ ?"
การสอนของคณะครูก็เช่นเดียวกันต้อง พัฒนาการสอนแบบบูรณาการ(คำพูดที่เข้ากับยุคสมัย..แต่ก็ยังใด้นะ) การสอนไม่ใช่สักว่าแต่..สอน สอน และสอนเท่านั้น ต้องรู้จักสอนให้เด็กนักเรียนรู้วิธีการเรียนด้วย เพราะเด็กๆมาจากสภาพครอบครัวที่แตกต่าง การรับรู้วิชาการต่างๆ รับได้ไม่เท่ากัน บางคนเป็นกะลามังใหญ่ๆ รับรู้การสอนได้เต็มที่ บางคนเป็นเป็นถ้วยเล็กๆ บางคนเป็นกระชังก้นรั่ว บางคนเป็นปากขวด รับอะไรแทบไม่ได้เลย คุณครูจึงต้องมีวิธีการสอนที่แตกต่างกันไป ให้เหมาะกับทุกคน สมกับวัยของเด็กแต่ละคน
จากนั้นก็มาดูที่นักเรียน ครับ..เด็กนักเรียนต้องพัฒนาควบคู่กันไปให้สู่สุดยอดของการเรียน ความรู้ ความสามารถรอบตัวทุกด้าน ที่จะแข่งกับใครก็ได้ใลกนี้ อย่าว่าแต่ในจังหวัดพิษณุโลกเลย (อันนี้โม้นิดๆ)..

ส่วนผู้ปกครองล่ะ..นี่ก็ต้องพัฒนาการสอนให้ผู้ปกครอง รู้จัก การดูแลลูกหลานของท่านให้เข้ากับการพัฒนาของเด็กในแต่ละวัยเช่นกัน จึงคิดอยากจะเปิดโรงเรียนที่มีการอบรมให้ผู้ปกครองรู้จักช่วยเหลือเด็กในยามที่เด็กกลับถึงบ้าน..ไม่ใช่ อะไรๆ ก็โยนให้ครูทั้งหมด..อันนี้ต้องเข้าใจนะครับ ครูไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของเด็กนักเรียน และครูไม่ใช่เทวดาที่จะบันดาลอะไรๆให้กับเด็กได้ทุกอย่าง..ดังนั้นผู้ปกครองต้องช่วยกันด้วย..เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดของบุตรหลานท่าน ผู้ปกครองบางท่านก็เหลือเกินจริงๆ เช้า แปดโมงปุ๊บ มาโยนเด็กไว้ที่โรงเรียน แล้วมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นภาระของครู เย็นๆ ห้าโมงกว่าๆ ก็มารับกลับ แถมกลางคืนเวลาเด็กอยู่บ้าน ก็ปล่อยให้เด็กเล่นเกมบ้าง ดูทีวีบ้าง ไม่ได้ช่วยเด็กในเรื่องการเรียนเลย..ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก รุ่งเช้าก็มาโยนไว้อีก..
แล้วมาบอกว่า..เออ ลูกฉันไม่เอาใจใส่การเรียนเลย..เฮ้อ..แล้วท่านล่ะ..
ยัง..ยังครับ ยังไม่จบยังมีต่ออีกนะ..
วันนี้ ขี้เกียจเขียนแล้วล่ะ..